องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

        ในพิธีกรรมสู่ขวัญนั้นก็มักจะมีการผูกแขนหรือการผูกข้อมืออยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อพราหมณ์ก็มักจะนำด้ายผูกแขนหรือด้ายผูกข้อมือนี้หลักจากเสร็จสิ้นการสูตรขวัญกันเสร็จแล้ว ทั่วไปก็มักนิยมผูกด้ายให้แก่ข้อมือหรือแขนข้างซ้าย เพราะถือว่าเป็นแขนข้างที่ไม่ถนัด เป็นแขนที่จะทำงานไม่ค่อยได้ดีนัก จึงมักต้องผูกขวัญไว้ที่แขวข้างซ้ายแทนที่จะเป็นแขนข้างขวานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามข้อนี้อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ในกรณีที่เจ้าของขวัญเกิดถนัดซ้าย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับพ่อพราหมณ์ที่จะผูกด้ายเหล่านี้ให้เราแล้ว

เชื่อกันว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้เป็นของดี คนโบราณจึงถือเอาไว้ ไม่นำไปทิ้งทันทีหลังจบพิธี ควรเก็บไว้กับข้อมือของเจ้าของขวัญเองอย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงถึงนำไปถอดทิ้งได้ แต่ควรจะเก็บรักษาไว้เสียจะดีกว่า แล้วก็ยังมีคำแนะนำอีกว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้ถือเป็นด้ายที่รวมความบริสุทธิ์ไว้ จึงไม่ควรที่จะใจร้ายใจดำทิ้งด้ายเหล่านี้ลงไปในที่สกปรกนัก และยังมีความเชื่อกันอีกว่าด้ายผูกข้อมือนั้นมีความศักดิ์สิทธ์ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองเจ้าของขวัญให้ปลอดภัยได้เสมอ

โดยองค์ประกอบที่ผู้ที่ทำการผูกด้ายผูกข้อมือควรจะมีนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ 4 ดังนี้

  1. ผู้ผูกด้ายผูกข้อมือ หรือพราหมณ์
  2. ผู้รับผูกด้ายผูกข้อมือ หรือเจ้าของขวัญ
  3. ผู้ที่เกี่ยวข้องในพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้ เช่นญาติ และเพื่อนพ้อง
  4. คำกล่าวในขณะที่ผูกด้ายผูกข้อมือ

องค์ประกอบทั้ง 4 ประการเหล่านี้จะทำให้พิธีการผูกด้ายผูกข้อมือนี้เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี เพราะมีองค์ประกอบที่สำคัญครบถ้วนทุกประการ โดยคำกล่าวที่นำไว้กล่าวขณะผูกได้ข้อมือควรเป็นคำกล่าวที่มีความหมาย ไพเราะ สุภาพ เป็นมงคล มีความหมายไปในทางที่ดีงาม หากจะมีการว่ากล่าวหรือตักเตือนอันใดก็ควรเว้นในช่วงพิธีนี้กันก่อนค่อยไปพูดคุยกันหลังพิธีนี้จบก็ย่อมได้

        การผูกด้ายผูกข้อมือเหล่านี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีงามให้แก่ผู้ที่ได้รับการผูกเอง เพราะเป็นความเชื่อที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานว่าการได้รับการผูกด้ายข้อมือในพิธีบายศรีสู่ขวัญนั้นจะเป็นการนำแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิตของคนเรา ช่วยขจัดและปัดเป่าสิ่งไม่ดีและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มาเข้าใกล้กับเจ้าของด้ายผูกข้อมือนี้ เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ประเพณีและการใช้ชีวิตของคนเราอย่างมากมายเลยทีเดียว

ผู้ที่สามารถทำการบายศรีสู่ขวัญได้

โบราณนั้นเชื่อกันว่าผู้ที่ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้จะต้องเป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ที่มีความรู้ หรือเป็นคนที่ได้รับความเคารพมากมาย โดยเชื่อกันว่าผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่ดีจะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้ตัวเจ้าของขวัญเองด้วย โดยพิธีบายศรีสู่ขวัญจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ที่ทำพิธีเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดี โดยโบราณถือกันว่า บุคคล 3 กลุ่มที่จสามารถเป็นผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้ มีดังนี้

  1. พราหมณ์ พิธีนี้ของพราหมณ์นั้นจะไม่ได้เรียกกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญ แต่จะมีชื่อเรียกว่า บายศรีสมโภชน์ โดยในพิธีสู่ขวัญที่ทำกันในพิธีของพราหมณ์นั้นจะไม่มีการสวดบทสวดหรือร้องบทบายศรีกัน แต่จะเป็นการอ่าน โองการพระเวทย์ แทน เมื่อเสร็จสิ้นการอ่านโองการพระเวทย์แล้วจะเป็นการออกแว่นเทียนกันเลย อย่างพิธีการที่จะใช้พิธีการสู่ขวัญที่ใช้ผู้ทำพิธีคือพราหมณ์นี้หรือที่เรียกว่าบายศรีสมโภชน์ ก็ยกตัวอย่าง เช่น พิธีการในการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต ของที่ใช้ในพิธีก็จะไม่เหมือนกัน โดยของที่ใช้ในพิธีของพราหมณ์นั้น จะมีบายศรีเงิน บายศรีทอง และบายศรีแก้ว ไม่มีบายศรีใดในทั้งสามบายศรีเหล่านี้ใช้ใบตองในการทำ แต่จะมีการใช้พานนั้นมาซ้อนกันเป็นสำรับ และตรงส่วนยอดของบายศรีนั้นจะเป็นพุ่ม กล่าวกันว่าในบายศรีทั้งสามนั้นคล้ายคลึงกันเลย เพียงแต่ต่างกันตรงที่ของมงคลที่ใส่ลงไปในพานบายศรีเหล่านั้น มีบายศรีหลักเป็นบายศรีทองกวาว(หรืออาจจะถูกเรียกว่า บายศรีทองรอง หรือบายศรีรองกวาว)
  2. โหรา หรือก็คือโหราจารย์นั่นเอง โหราจารย์ก็คือบุคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างดี เป็นบุคคลที่สามารถออกฤกษ์ที่เหมาะสมสำหรับการจัดพิธีต่าง ๆ ได้ สามารถดูดวงได้ทั้งของคน และทั้งของบ้านเมืองด้วย เมื่อทำพิธี โหราจารย์ก็จะทำการอ่านโองการ เรียกหน้าพาทย์สลับร้อง
  3. หมอขวัญ โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักจะให้หมอขวัญเป็นคนที่เข้ามาทำพิธีสู่ขวัญต่าง ๆ การทำพิธีโดยหมอขวัญส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียกชุมนุมของเหล่าเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธต่าง ๆ โดยจะมีบทสวดอยู่ประมาณ 2-3 บท ส่วนใหย่จะเป็นการร้องแหล่เสียมากกว่า ไม่มีหน้าพาทย์สลับร้องหรือการอ่านโองการเหมือนกับสองข้อในด้านบน

        สำหรับใครก็ตามที่ต้องการผู้ทำบายศรีในพิธีกรรมควรไปติดต่อกับท่านเหล่านนั้นกันก่อนเพื่อการขอฤกษ์ขอชัยในการทำพิธี ด้วยที่ในปัจจุบันนั้นผู้ทำพิธีเหล่านี้เองก็ไม่ได้ทีเยอะมากนักแต่ความต้องการในการทำพิธีก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงควรติดต่อท่านที่จะให้ทำพิธีกันก่อนด้วย

ความหมายที่ลึกซึ้งในตัวบายศรี

รู้หรือไม่ว่าตัวบายศรีนั้นทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในการจัดพานบายศรีนั้นประดับลงไปโดยมความหมายที่ลึกซึ้งอยู่ด้วย ไม่ได้ติดไว้เฉย ๆ หรือเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยพานบายศรีเองนั้นจะมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ใบตองและข้าว นอกจากนี้ก็ยังมีเทียนชัย ดอกบัว น้ำมะพร้าวอ่อน เทียน 9 เล่ม แว่นเทียน 3 อัน ด้ายสายสิญจน์

บายศรีนั้นมีอยู่หลายชนิด และมีบางชนิดที่มีหลายชนิด แต่ในบายศรีที่มี 3 ชั้นนั้นก็จะมีความหมายแฝงอยู่ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ต้องมีการยึดมั่นในคุณธรรม 3 ประการ ดังนี้ คือ การประพฤติชอบทั้งกาย วาจา และใจ หรือกล่าวได้ว่า กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตตามลำดับที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง เมื่อคนในสังคมเพรียบพร้อมด้วยคุณธรม 3 ประการ สังคมก็จะมีความน่าอยู่นั่นเอง

ส่วนประกอบสำคัญในพานบายศรีต่าง ๆ ก็ให้ความหมายได้ลึกซึ้งดังนี้

  1. เทียนชัย หมายถึง แสงสว่างทางปัญญา การมีความรู้ การมีปัญญาเปรียเสมือนกับมีไฟนำทางตามทางเดินของชีวิตให้ถูกต้อง
  2. ดอกบัว หมายถึง บัวเหล่าที่ 4 ที่เบ่งบาน หลุดพ้นมาแล้ว พร้อมสำการรับแสงอรุนในวันใหม่อย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน
  3. แว่นเทียน ที่แว่นเทียนต้องใช้ทั้งหมด 3 อัน ก้เพื่อจะสื่อถึงความหมายถึงภพทั้ง 3 ภพ ได้แก่ กายภพ รูปภพและอรูปภพ นั่นเอง
  4. เทียน ที่เทียนนั้นมีทั้งหมด 9 เล่ม ก็จะมีการแบ่งเทียนนั้นออกเป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 กอง โดยเป็นเทียนสามเล่มที่ผูกติดกับแว่นเทียน เพื่อสื่อถึงไฟทั้ง 3 คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ซึ่งเป็นการที่สื่อความหมายให้เห็นว่า ราคะ โทสะและโมหะเหล่านี้ล้วนคือไฟ ที่จะเผาไหม้ตัวเราเองหากไม่รู้จักการยับยั้งและควบคุม มันสามารถที่จะเผาไหม้ชีวิตเราให้วอดวายได้ทุกเมื่อ
  5. ด้ายสายสิญจน์ เป็นการสื่อความหมายถึงการมีห่วงแห่งความผูกพันธ์ที่จะติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา

คำสอนและความหมายทั้งหลายก็ยังคงใช้ได้จนถึงในยุคปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงตลอดไป นับว่าคนไทยในสมัยโบราณนั้นมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง แฝงความหมายที่ลึกซึ้งมากในการใช้ชีวิตที่ตัวบายศรีเอง ต้องชื่นชมมาก ๆ ในตัวบรรพบุรุษของเราที่มีความคิด สติปัญญาดีที่สามารถมองปัญหาคำสอนทุกอย่างได้อย่าทะลุปรุโปร่ง จนสามารถนำมาเป็นคำสอนและวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่ชนรุ่นหลังอย่างเราให้ได้รับไปสืบทอดให้ความงดงามและความหมายของประเพณีเหล่านี้ให้ได้สืบทอดกันต่อไปให้ชนรุ่นหลังรุ่นอื่น ๆ ได้รับรู้กันอีกนานและจะนานตลอดไป