นโยบายสุดโต่ง ของโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน Make American Great Again

นโยบายสุดโต่ง ของโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน Make American Great Again

 %e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%94

หลังจากผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ที่ผ่านมาได้ประกาศออกมาอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วนั้น ผลที่ได้คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครลงเลือกตั้งจากพับรีพับลิกัน ได้รับชัยชนะเหนือกว่าคู่แข่ง นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ไปด้วยคะแนนเสียง 276 ต่อ 218 ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2017 ทั้งนี้ ก่อนที่จะก้าวไปถึงการเปลี่ยนแปลงของประเทศยักษ์ใหญ่นั้น เรามาดูถึงนโยบายที่ทรัมป์ได้แถลงและประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งกัน ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศมากมายที่เกี่ยวข้องจะมีแนวโน้มทางอนาคตเป็นอย่างไรกันบ้าง

แคมเปญหาเสียงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้หาเสียงนั้น มีชื่อเรียกว่า ‘Make American Great Again’ โดยอาจตีความได้ว่าอเมริกาในปัจจุบันนี้กำลังอ่อนแอหรือถดถอยลงจากแต่ก่อน ซึ่งอเมริกาในยุคก่อนหน้านั้นมีบารมียิ่งใหญ่ไพศาล ดังนี้เอง เขาจึงใช้จุดนี้เป็นจุดขาย ชี้ให้ผู้คนชาวอเมริกันเห็นว่าเมื่อก่อนประเทศของพวกเขาเองยิ่งใหญ่เพียงไหน แต่ทว่าปัจจุบันนี้ลดถอยลงไปเพียงใด ดังนั้น หากยังเป็นแบบเดิมอยู่ ประเทศและประชาชนชาวอเมริกันคงต้องพบกับสภาพเศรษฐกิจและสภาพสังคมที่แย่ลงตามไปด้วยเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม นี่คือจุดเปลี่ยน เขาสามารถกลับหัวเรือของอเมริกาให้กลับไปสู่สถานะที่ยิ่งใหญ่ไพศาลดังเดิมได้ เพียงแต่ต้องอาศัยคะแนนเลือกตั้งและความร่วมมือจากประชนชาวอเมริกันด้วย

นโยบายหลักที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ใครๆ ต่างก็ต้องตกใจ และหวั่นเกรงถึงผลที่จะเกิดขึ้นตมมาหากว่าถูกนำมาปฏิบัติจริง นั่นก็คือ ‘นโยบายการปิดประเทศ’ ซึ่งหมายความว่า ภายใต้การบริหารประเทศของทรัมป์นั้น เขามีแนวคิดที่จะยกเลิกเขตการค้าเสรีทั้งหมด ไม่ทำการติดต่อค้าขายกับประเทศอื่นใด อีกทั้ง จะไม่ส่งเสริมให้บริษัทสัญชาติสหรัฐอเมริกาเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะต้องการให้กลับมาลงทุนในอเมริกาเอง ด้วยความหวังที่จะให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้น และสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ประเทศที่ด้อยกว่าต้องยอมอ่อนข้อทำตามข้อเสนอใดๆ ก็ตามที่อเมริกาต้องการ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ยังมีแนวความคิดที่ว่าต้องการขับไล่แรงงานเถื่อนและผู้อพยพทั้งหมดออกไปนอกประเทศ และกีดกันไม่ให้กลับเข้าไปทำมาหากินในอเมริกาอีกต่อไป

และยิ่งไปกว่านั้นอีก นโยบายการปิดประเทศอันเชื่อมโยงไปถึงการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศนั้น อาจเกินเลยไปจนถึงการทำสงครามการค้ากับประเทศที่ทางสหรัฐอเมริกามองว่าเอาเปรียบ หรือละเมิดสิทธิใดๆ ของชาวอเมริกาเองด้วย

นี่เอง คือนโยบายสุดโต่งของว่าที่ผู้นำคนใหม่ของประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก ที่ซึ่งแน่นอนว่าหากถูกนำมาปฏิบัติจริงๆ แบบ 100% แล้ว ไม่เพียงจะส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อชาวอเมริกันหลายๆ ท่าน แต่ทุกๆ ประเทศทั่วโลกต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักด้วยแน่นอน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก  http://newobserveronline.com/

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย

การรักษาความปลอดภัยด้วย กล้องวงจรปิด ในแบบ Wireless security CCTV ที่มีการส่งภาพวีดีโอและสัญญาณเสียงซึ่งใช้สัญญาณวิทยุในแบบไร้สาย กล้องวงจรปิดที่ใช้รักษาความปลอดภัยมีการเชื่อมต่อแบบไร้สาย อย่างน้อยต้องมีการใช้สายเคเบิลหรือสายที่ส่งสัญญาณวีดีโอ และเสียงอยู่ภายในกล้องวงจรปิดแต่กล้องวงจรปิดแบบไร้สายมักใช้แบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อน แทนไฟฟ้า ถ้ามองรอบ ๆ แล้ว จะทำให้กล้องวงจรปิดชนิดนี้เป็นกล้องวงจรปิดแบบไร้สายอย่างแท้จริง

กล้องวงจรปิด

กล้องวงจรปิดแบบไร้สายได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นกล้องวงจรปิดที่มีรับความนิยมในหมู่ผู้ใช้การที่ชื่นชอบการรักษาความปลอดภัยแบบทันสมัย เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง (สำหรับผู้ที่มีความจำเป็น ต้องใช้แต่มีงบประมาณจำกัด) และสามารถเลือกการติดตั้งได้หลายรูปแบบ กล้องวงจรปิดแบบไร้สายสามารถติดตั้งหรือไม่ต้องติดตั้งร่วมกับกล้องวงจรปิดแบบใช้สายได้ นอกจากนี้ เพื่อความสะดวกของการใช้งานและความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลการรักษาความปลอดภัย ผู้ใช้สามารถเข้าถึงโดยผ่านอินเตอร์เน็ตที่ได้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์ได้

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless Security Camera )

ประเภทกล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless security CCTV)

1.กล้องวงจรปิดแบบ Analog wireless CCTV

กล้องวงจรปิดแบบ Analog wireless CCTV คือ การส่งสัญญาณภาพและ เสียงโดยที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุ โดยปกติแล้วอนาล็อกไร้สายจะมีช่วงการส่งสัญญาณ 300 ฟุต (91 เมตร) ในพื้นที่เปิด เช่น ผนัง ประตู เฟอร์นิเจอร์ และจะลดช่วง ถ้ามีสิ่งกีดขวาง

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless Security Camera )

กล้องวงจรปิด อนาล็อกแบบไร้สาย (Analog wireless CCTV) จะมีความถี่ 900 MHz, 2.4 GHz และ 5.8 GHz ปัจจุบันกล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless security CCTV) จะทำงานอยู่ที่ความถี่ 2.4 ซึ่งของใช้ในครัวเรือน โทรศัพท์ไร้สาย วีดีโอเกมส์ ไมโครเวฟจะทำงาน บนความถี่ 2.4 และทำให้เกิดการรบกวนกับสัญญาณของกล้องวงจรปิด ส่วนที่ได้ยินกันในนามของ Wi-Fi ที่ทำงานบนความถี่ 900 MHz นั่นเป็นสัญญาณของอินเตอร์เน็ตไร้สายซึ่งเป็นสัญญาณที่เป็นมิตร เพราะมันจะไม่เกี่ยวข้องกับสัญญาณของกล้องวงจรปิด มีข้อดีคือ สัญญาณของกล้องวงจรปิดสามารถเรียกขึ้นมาดูได้จากสถานที่ต่าง ๆ ด้วยอินเตอร์เน็ตไร้สาย แต่ข้อเสียคือ จะไวต่อการรบกวนจากอุปกรณ์ที่ ใช้ในครัวเรือน อาทิ ไมโครเวฟ โทรศัพท์ไร้สาย หรือ วีดีโอเกมส์และเราเตอร์

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless Security Camera )

2.กล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สาย (Digital wireless CCTV)

กล้องวงจรปิดดิจิตอลแบบไร้สาย คือ การแปลงสัญญาณเสียงและวีดีโอ แบบอนาล็อกให้เป็นดิจิตอลโดยการเข้ารหัส

ข้อดี คือ

ส่งสัญญาณได้ทั้งใกล้และไกลถึง 450 ฟุต

วีดีโอและเสียงมีคุณภาพสูง

มีการสื่อสารได้ 2 ทาง คือ กล้องวงจรปิดและเครื่องรับสัญญาณ

สามารถใช้สัญญาณดิจิตอลส่งคำสั่งและฟังก์ชันได้ ไม่ว่าไฟจะติดหรือดับ

สามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์รับได้กว่า 1 ตัว เช่นเดียวกับเครื่องบันทึก DVR

กล้องวงจรปิดแบบ Wireless Security Camera

การใช้งานแบบ Uses and applications

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่ผู้บริโภคที่ต้องการระบบรักษาความ ปลอดภัยที่ทรงประสิทธิภาพ มีระบบการเฝ้าระวังที่ครอบคลุม ติดตั้งได้ในบ้านหรือธุรกิจที่มีงบประมาณสูงกล้องวงจรปิดแบบไร้สายยังเหมาะกับบ้านเช่า / อพาร์ตเมนต์ เพราะมีความจำเป็นต้องใช้สายต่อวีดีโอผ่านผนังหรือเพดาน จากกล้องไปยังผู้รับหรือเครื่องบันทึกภาพ รวมถึงการติดตั้งสายไฟของกล้องวงจรปิด ไม่จำเป็นต้องขอเจ้าของบ้าน เนื่องจากเราสามารถออกแบบการติดตั้งสายได้เองเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่ อาจเกิดกับรูปลักษณ์ของอาคาร

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย ยังมีตัวเลือกที่ใช้ตรวจสอบและการเฝ้าระวังตามฤดูกาล อาทิ สังเกต สระว่ายน้ำหรือลานในฤดูร้อนและจะลดกล้องลงในช่วงฤดูหนาว

กล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless Security Camera )

ช่วงสัญญาณของกล้องวงจรปิดแบบไร้สาย (Wireless range)

กล้องวงจรปิดแบบไร้สายจะทำงานได้ดี เมื่อมีเส้นทางการเชื่อมต่อที่ชัดเจนระหว่างตัวกล้องวงจรปิด และเครื่องบันทึกข้อมูล จะมีช่วงสัญญาณอยู่ระหว่าง 250-450 ฟุต ตัวอาคารประมาณ 100-150 ฟุต ช่วงสัญญาณจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของวัสดุก่อสร้างและวัสดุที่สัญญาณไร้สายจะต้องผ่าน

วัฒนธรรมน่าหลงใหล วิถีปกาเกอะญอ

วัฒนธรรมน่าหลงใหล วิถีปกาเกอะญอ

สถานที่ หมุนเวียนจัดในอำเภอบ้านโฮ่ง  อำเภอลี้   อำเภอทุ่งหัวช้าง   และอำเภอแม่ทา   จังหวัดลำพูน จัดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม

PHOT0196.JPG
PHOT0196.JPG

งานฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่ากะเหรี่ยง  หรือ  สืบสานวัฒนธรรมวิถีปกากะญอ  จัดขึ้นเพื่อร่วมอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าปกากะญอ  หรือเผ่ากะเหรี่ยงให้คงอยู่สืบไป  กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมี4 ประเภท  ได้แก่  กะเหรี่ยงสะกอ  กะเหรี่ยงโปร์  กะเหรี่ยงบเว  และกะเหรี่ยงปะโอ  อาศัยอยู่ใน 4 อำเภอ  คือ  อำเภอบ้านโฮ่ง  อำเภอลี้  อำเภอทุ่งหัวช้าง  และอำเภอแม่ทา   เป็นชนเผ่าที่บอกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมานับร้อยนับพันเรื่องเรียงร้อยเก็บไว้ในแนวของนิทานอาจจะไม่ใช่หลักฐานที่แน่ชัด  แต่ก็พยายามที่จะเล่าสืบทอดให้ลูกหลานได้รู้ถึงความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมของตนเอง  แต่ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดน  กระแสทางวัฒนธรรมคนพื้นเมืองได้แพร่หลายเข้ามายังชนเผ่ากะเหรี่ยง    ทำให้ชนเผ่ากะเหรี่ยงได้ซึมซับวัฒนธรรมต่างๆทำให้วิถีชีวิตของชนเผ่ากะเหรี่ยงเริ่มเปลี่ยนไป   ประเพณีการแต่งกายและวัฒนธรรมดั้งเดิมเริ่มสูญหาย  ภาษาพูดเริ่มเปลี่ยนไป  เด็กและเยาวชนเริ่มไม่รู้จักวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

ดังนั้น  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่ากะเหรี่ยงให้กับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ต่อไปและรักษาวัฒนธรรม   ประเพณีอันทรงคุณค่าของชนเผ่ากะเหรี่ยงไว้มิให้สูญหาย   ทางจังหวัดลำพูน จัดงานฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่ากะเหรี่ยง   สืบสานวัฒนธรรมวิถีปกากะญอขึ้นเป็นประจำทุกปี   ภายในงานได้จัดซุ้มนิทรรศการวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าทางอดีตและปัจจุบัน   การแสดงวิถีชีวิตการ แต่งกาย  การทอผ้า  การทำอาหารและการเลือกซื้อสินค้า OTOP และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

หากใครที่อยากจะสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของ วิถีปกากะญอ  เราแนะนำให้มาที่นี้เลย รับรอง เลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านช่วยรักษาขนบธรรมเนียม  อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติ สถานที่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของสถานที่นั้นๆกันด้วย  เพราะจะได้อยู่ ให้เราได้ไปเที่ยวเมื่อเหนื่อยล้าและพักผ่อนให้หายชื่นใจกันไปได้อีกนานๆ

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน ราคาก็ไม่ค่อยแพงมาก และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมซื้อของฝากของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพที่สุจริตและมีเพียงน้อยนิดมากๆในปัจจุบัน อ๋อ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วยนะคะ

 

 

 

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม ร่วมแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม ร่วมแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ที่สืบสานวัฒนธรรมประเพณีกันมาหลายชั่วอายุคน บางประเพณีก็หายไปหรือลดไป บางประเพณีก็ยังคงสืบสานกันมาสู่ยุคสมัยนี้ แต่ก็หาชมหาร่วมกันได้ยากมาก ด้วยประสบการณ์ของทีมรถเช่าเชียงใหม่จึงได้ขุดคุ้ยสรรหากันมาฝากบรรดานักท่องเที่ยวจิตอนุรักษ์วัฒนธรรมกันโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายที่รถเช่าเชียงใหม่จะมอบให้แล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีสำคัญๆของจังหวัด ที่เป็นเอกลักษณ์หาชมที่ไหนไม่ได้อีกด้วย รับรองว่าไม่ผิดหวังกันแน่ๆ

รถเช่าเชียงใหม่

รถเช่าเชียงใหม่กำลังจะพาคุณเข้าสู่ดินแดนแห่งอารยะธรรมโบราณ เดินทางด้วยรถเช่าเชียงใหม่มุ่งสู่อำเภอจอมทองกัน เพื่อไปชมประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง ซึ่งที่นี่เป็นต้นตำรับจนกลายเป็นประเพณีแห่ไม้ค้ำให้เห็นกันทั่วไป คนพื้นเมืองเรียกประเพณีนี้ว่า “แห่ไม้ก๊ำสะหลี(ไม้ค้ำศรีมหาโพธิ์)” ก็คือการนำไม้มาค้ำที่ต้นโพธิ์ใหญ่อายุมาก ตามคำเล่าขานว่ากันว่าครูบาปุ๊ด หรือครูบาพุทธิมาวังโส เจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง ได้เกิดเหตุให้มีลมพายุพัดเอากิ่งสะหลีภายในวัดให้หักร่วงลงมา รุ่งเช้าจึงได้ให้ภิกษุ สามเณร และเด็กวัด ช่วยกันเก็บกวาดไปกองนอกวัด ในใจก็กริ่งกลัวกับนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดอันมากเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเลยในอดีต ตกกลางคืนครูบาปุ๊ดเข้าจำวัด เกิดนิมิตขึ้นว่ามีเทวดามาบอกว่าที่เกิดเหตุอาเพศเช่นนั้นเพราะ ครูบาปุ๊ดมิได้ตั้งใจศึกษาธรรมอย่างเคร่งครัด เมื่อได้ทราบดังนี้ ครูบาปุ๊ดก็หมั่นศึกษาปฏิบัติจนบรรลุธรรมได้ในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น จนเป็นเหตุให้มีชาวบ้านได้พบเห็นครูบาปุ๊ดไปบิณฑบาต ณ อำเภอแม่แจ่มซึ่งห่างไกลจากจอมทองมาก แล้วจึงเล่าสืบกันต่อๆไปจนเป็นอันรู้กันว่าครูบาปุ๊ดมีบุญบารมีสูงมาก เมื่อใกล้วันเข้าพรรษาครูบาปุ๊ดจึงไว้วางกุศโลบายไว้ว่าพอเข้าพรรษาชาวบ้านมาฟังธรรมจะเล่าให้ฟังถึงเรื่องไม้สะหลีหักโค่น ที่ประชุมของชาวบ้านจึงมีมติให้ช่วยกันค้ำต้นสะหลีไว้ด้วยไม้ง่ามใหญ่ และกำหนดให้มีประเพณีการทำบุญแห่ไม้ค้ำโพธิ์กันในเดือน 7 หรือเดือนเมษายนปีถัดไปและยึดถือปฏิบัติกันตั้งแต่ พ.ศ.2315 เป็นต้นมา

โดยกำหนดให้ถือเอาวันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันทำบุญแห่ไม้ค้ำสะหลี เป็นอันรู้กันว่าชาวจอมทองไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม เมื่อถึงวันนี้ทุกคนก็จะกลับบ้านมารดน้ำดำหัวพ่อแม่บุพการีและญาติผู้ใหญ่และก็ยังคงเป็นประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ อานิสงค์จากกุศโลบายนี้ของครูบาปุ๊ดก็คือ เป็นการช่วยค้ำไม้สะหลีไม่ให้หักโค่นลงมา เป็นการสืบชะตาวัดชาวบ้านก็ร่มเย็นเป็นสุขดุจต้นโพธิ์คุ้มบ้าน เป็นการพยุงค้ำจุนศาสนาให้สืบทอดได้ยาวนานจากแรงศรัทธา และส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวได้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการแสดงออกที่เหมาะสมต่อผู้อาวุโสอีกด้วย

ถือได้ว่าคุ้มค่ามากในการเดินทางด้วย รถเช่าเชียงใหม่ จนได้มาพบและฟังเรื่องราวของประเพณีดีๆที่หาได้ยากมาก และในบรรยากาศวันงานนั้นชาวอำเภอจอมทองต่างกลับมารื่นเริงกันที่หมู่บ้านของตนดูคึกคักสนุกสนานเป็นอันมาก

สืบสาน งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ

สืบสาน งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ae

สถานที่ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ   หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ   ตำบลช่อแฮ  อำเภอ เมือง จังหวัดแพร่

ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 6 (เดือน 4 ใต้) – วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 รวม 5วัน 5 คืน

อีกหนึ่งประเพณีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแพร่ อีกประเพณีหนึ่งนั่นคือ ประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ  ที่เป็นประเพณีแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยจิตใจอันดีงามและความสามัคคีของชาวแพร่ การนมัสการพระธาตุช่อแฮเป็นความเชื่อที่ถือปฏิบัติสืบกันมาว่าการได้กราบไหว้บูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นสิริมงคลแก่ตัวทำให้มีความสุขความเจริญ

พระธาตุช่อแฮเป็นปูชนียสถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งของจังหวัดแพร่   ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ปรากฏอยู่ในตำนานมีงานนมัสการเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่โบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ซึ่งช่วงจัดงานจะอยู่ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 14 ค่ำ  และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดขึ้นไปนมัสการพระธาตุทั้งกลางวันและกลางคืน  มีการทำบุญซื้อดอกไม้ธูปเทียนไหว้พระองค์ไหว้องค์พระธาตุและไหว้พระเจ้าทันใจ  เสี่ยงเซียมซี  ในวันในรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ  ตรงกับวันมาฆบูชา  ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน   ต่างร่วมใจกันนำอาหารไปทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์บริเวณลานพระธาตุ   ช่วงสายๆกลุ่มผู้คนที่มาทำบุญตักบาตร บางส่วนอาจเดินทางไปที่พระธาตุดอยเส็ง   เพื่อไปกราบไหว้บูชาพระธาตุและชมวิวทิวทัศน์เมืองแพร่  ตอนกลางคืนประชาชนจะไปร่วมกันเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุและวิหารในระหว่างการจัดงานจะมีมหรสพสมโภชทุกคืน

หากใครที่อยากจะสัมผัสกับประเพณีอันดีงามเหล่านี้ เราแนะนำให้มาที่นี้เลย รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านปฏิบัติเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี อย่าส่งเสียงเอะอะ โวยวายระหว่างทำพิธี  อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติสถานที่ และประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานเหล่านี้อยู่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแห่ง เพราะจะได้อยู่กับเราไปนานๆและยังเป็นมรดกตกทอดให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานให้พวกเค้าตระหนักและให้ความสำคัญกับประเพณีอันทรงคุณค่า

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน ราคาก็ไม่ค่อยแพงมาก และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วย บทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่าลิมติดตามชมกันนะคะ

 

 

องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

        ในพิธีกรรมสู่ขวัญนั้นก็มักจะมีการผูกแขนหรือการผูกข้อมืออยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อพราหมณ์ก็มักจะนำด้ายผูกแขนหรือด้ายผูกข้อมือนี้หลักจากเสร็จสิ้นการสูตรขวัญกันเสร็จแล้ว ทั่วไปก็มักนิยมผูกด้ายให้แก่ข้อมือหรือแขนข้างซ้าย เพราะถือว่าเป็นแขนข้างที่ไม่ถนัด เป็นแขนที่จะทำงานไม่ค่อยได้ดีนัก จึงมักต้องผูกขวัญไว้ที่แขวข้างซ้ายแทนที่จะเป็นแขนข้างขวานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามข้อนี้อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ในกรณีที่เจ้าของขวัญเกิดถนัดซ้าย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับพ่อพราหมณ์ที่จะผูกด้ายเหล่านี้ให้เราแล้ว

เชื่อกันว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้เป็นของดี คนโบราณจึงถือเอาไว้ ไม่นำไปทิ้งทันทีหลังจบพิธี ควรเก็บไว้กับข้อมือของเจ้าของขวัญเองอย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงถึงนำไปถอดทิ้งได้ แต่ควรจะเก็บรักษาไว้เสียจะดีกว่า แล้วก็ยังมีคำแนะนำอีกว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้ถือเป็นด้ายที่รวมความบริสุทธิ์ไว้ จึงไม่ควรที่จะใจร้ายใจดำทิ้งด้ายเหล่านี้ลงไปในที่สกปรกนัก และยังมีความเชื่อกันอีกว่าด้ายผูกข้อมือนั้นมีความศักดิ์สิทธ์ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองเจ้าของขวัญให้ปลอดภัยได้เสมอ

โดยองค์ประกอบที่ผู้ที่ทำการผูกด้ายผูกข้อมือควรจะมีนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ 4 ดังนี้

  1. ผู้ผูกด้ายผูกข้อมือ หรือพราหมณ์
  2. ผู้รับผูกด้ายผูกข้อมือ หรือเจ้าของขวัญ
  3. ผู้ที่เกี่ยวข้องในพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้ เช่นญาติ และเพื่อนพ้อง
  4. คำกล่าวในขณะที่ผูกด้ายผูกข้อมือ

องค์ประกอบทั้ง 4 ประการเหล่านี้จะทำให้พิธีการผูกด้ายผูกข้อมือนี้เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี เพราะมีองค์ประกอบที่สำคัญครบถ้วนทุกประการ โดยคำกล่าวที่นำไว้กล่าวขณะผูกได้ข้อมือควรเป็นคำกล่าวที่มีความหมาย ไพเราะ สุภาพ เป็นมงคล มีความหมายไปในทางที่ดีงาม หากจะมีการว่ากล่าวหรือตักเตือนอันใดก็ควรเว้นในช่วงพิธีนี้กันก่อนค่อยไปพูดคุยกันหลังพิธีนี้จบก็ย่อมได้

        การผูกด้ายผูกข้อมือเหล่านี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีงามให้แก่ผู้ที่ได้รับการผูกเอง เพราะเป็นความเชื่อที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานว่าการได้รับการผูกด้ายข้อมือในพิธีบายศรีสู่ขวัญนั้นจะเป็นการนำแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิตของคนเรา ช่วยขจัดและปัดเป่าสิ่งไม่ดีและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มาเข้าใกล้กับเจ้าของด้ายผูกข้อมือนี้ เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ประเพณีและการใช้ชีวิตของคนเราอย่างมากมายเลยทีเดียว

ผู้ที่สามารถทำการบายศรีสู่ขวัญได้

โบราณนั้นเชื่อกันว่าผู้ที่ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้จะต้องเป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ที่มีความรู้ หรือเป็นคนที่ได้รับความเคารพมากมาย โดยเชื่อกันว่าผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่ดีจะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้ตัวเจ้าของขวัญเองด้วย โดยพิธีบายศรีสู่ขวัญจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ที่ทำพิธีเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดี โดยโบราณถือกันว่า บุคคล 3 กลุ่มที่จสามารถเป็นผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้ มีดังนี้

  1. พราหมณ์ พิธีนี้ของพราหมณ์นั้นจะไม่ได้เรียกกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญ แต่จะมีชื่อเรียกว่า บายศรีสมโภชน์ โดยในพิธีสู่ขวัญที่ทำกันในพิธีของพราหมณ์นั้นจะไม่มีการสวดบทสวดหรือร้องบทบายศรีกัน แต่จะเป็นการอ่าน โองการพระเวทย์ แทน เมื่อเสร็จสิ้นการอ่านโองการพระเวทย์แล้วจะเป็นการออกแว่นเทียนกันเลย อย่างพิธีการที่จะใช้พิธีการสู่ขวัญที่ใช้ผู้ทำพิธีคือพราหมณ์นี้หรือที่เรียกว่าบายศรีสมโภชน์ ก็ยกตัวอย่าง เช่น พิธีการในการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต ของที่ใช้ในพิธีก็จะไม่เหมือนกัน โดยของที่ใช้ในพิธีของพราหมณ์นั้น จะมีบายศรีเงิน บายศรีทอง และบายศรีแก้ว ไม่มีบายศรีใดในทั้งสามบายศรีเหล่านี้ใช้ใบตองในการทำ แต่จะมีการใช้พานนั้นมาซ้อนกันเป็นสำรับ และตรงส่วนยอดของบายศรีนั้นจะเป็นพุ่ม กล่าวกันว่าในบายศรีทั้งสามนั้นคล้ายคลึงกันเลย เพียงแต่ต่างกันตรงที่ของมงคลที่ใส่ลงไปในพานบายศรีเหล่านั้น มีบายศรีหลักเป็นบายศรีทองกวาว(หรืออาจจะถูกเรียกว่า บายศรีทองรอง หรือบายศรีรองกวาว)
  2. โหรา หรือก็คือโหราจารย์นั่นเอง โหราจารย์ก็คือบุคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างดี เป็นบุคคลที่สามารถออกฤกษ์ที่เหมาะสมสำหรับการจัดพิธีต่าง ๆ ได้ สามารถดูดวงได้ทั้งของคน และทั้งของบ้านเมืองด้วย เมื่อทำพิธี โหราจารย์ก็จะทำการอ่านโองการ เรียกหน้าพาทย์สลับร้อง
  3. หมอขวัญ โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักจะให้หมอขวัญเป็นคนที่เข้ามาทำพิธีสู่ขวัญต่าง ๆ การทำพิธีโดยหมอขวัญส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียกชุมนุมของเหล่าเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธต่าง ๆ โดยจะมีบทสวดอยู่ประมาณ 2-3 บท ส่วนใหย่จะเป็นการร้องแหล่เสียมากกว่า ไม่มีหน้าพาทย์สลับร้องหรือการอ่านโองการเหมือนกับสองข้อในด้านบน

        สำหรับใครก็ตามที่ต้องการผู้ทำบายศรีในพิธีกรรมควรไปติดต่อกับท่านเหล่านนั้นกันก่อนเพื่อการขอฤกษ์ขอชัยในการทำพิธี ด้วยที่ในปัจจุบันนั้นผู้ทำพิธีเหล่านี้เองก็ไม่ได้ทีเยอะมากนักแต่ความต้องการในการทำพิธีก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงควรติดต่อท่านที่จะให้ทำพิธีกันก่อนด้วย

ความหมายที่ลึกซึ้งในตัวบายศรี

รู้หรือไม่ว่าตัวบายศรีนั้นทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในการจัดพานบายศรีนั้นประดับลงไปโดยมความหมายที่ลึกซึ้งอยู่ด้วย ไม่ได้ติดไว้เฉย ๆ หรือเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยพานบายศรีเองนั้นจะมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ใบตองและข้าว นอกจากนี้ก็ยังมีเทียนชัย ดอกบัว น้ำมะพร้าวอ่อน เทียน 9 เล่ม แว่นเทียน 3 อัน ด้ายสายสิญจน์

บายศรีนั้นมีอยู่หลายชนิด และมีบางชนิดที่มีหลายชนิด แต่ในบายศรีที่มี 3 ชั้นนั้นก็จะมีความหมายแฝงอยู่ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ต้องมีการยึดมั่นในคุณธรรม 3 ประการ ดังนี้ คือ การประพฤติชอบทั้งกาย วาจา และใจ หรือกล่าวได้ว่า กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตตามลำดับที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง เมื่อคนในสังคมเพรียบพร้อมด้วยคุณธรม 3 ประการ สังคมก็จะมีความน่าอยู่นั่นเอง

ส่วนประกอบสำคัญในพานบายศรีต่าง ๆ ก็ให้ความหมายได้ลึกซึ้งดังนี้

  1. เทียนชัย หมายถึง แสงสว่างทางปัญญา การมีความรู้ การมีปัญญาเปรียเสมือนกับมีไฟนำทางตามทางเดินของชีวิตให้ถูกต้อง
  2. ดอกบัว หมายถึง บัวเหล่าที่ 4 ที่เบ่งบาน หลุดพ้นมาแล้ว พร้อมสำการรับแสงอรุนในวันใหม่อย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน
  3. แว่นเทียน ที่แว่นเทียนต้องใช้ทั้งหมด 3 อัน ก้เพื่อจะสื่อถึงความหมายถึงภพทั้ง 3 ภพ ได้แก่ กายภพ รูปภพและอรูปภพ นั่นเอง
  4. เทียน ที่เทียนนั้นมีทั้งหมด 9 เล่ม ก็จะมีการแบ่งเทียนนั้นออกเป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 กอง โดยเป็นเทียนสามเล่มที่ผูกติดกับแว่นเทียน เพื่อสื่อถึงไฟทั้ง 3 คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ซึ่งเป็นการที่สื่อความหมายให้เห็นว่า ราคะ โทสะและโมหะเหล่านี้ล้วนคือไฟ ที่จะเผาไหม้ตัวเราเองหากไม่รู้จักการยับยั้งและควบคุม มันสามารถที่จะเผาไหม้ชีวิตเราให้วอดวายได้ทุกเมื่อ
  5. ด้ายสายสิญจน์ เป็นการสื่อความหมายถึงการมีห่วงแห่งความผูกพันธ์ที่จะติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา

คำสอนและความหมายทั้งหลายก็ยังคงใช้ได้จนถึงในยุคปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงตลอดไป นับว่าคนไทยในสมัยโบราณนั้นมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง แฝงความหมายที่ลึกซึ้งมากในการใช้ชีวิตที่ตัวบายศรีเอง ต้องชื่นชมมาก ๆ ในตัวบรรพบุรุษของเราที่มีความคิด สติปัญญาดีที่สามารถมองปัญหาคำสอนทุกอย่างได้อย่าทะลุปรุโปร่ง จนสามารถนำมาเป็นคำสอนและวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่ชนรุ่นหลังอย่างเราให้ได้รับไปสืบทอดให้ความงดงามและความหมายของประเพณีเหล่านี้ให้ได้สืบทอดกันต่อไปให้ชนรุ่นหลังรุ่นอื่น ๆ ได้รับรู้กันอีกนานและจะนานตลอดไป