วัฒนธรรมน่าหลงใหล วิถีปกาเกอะญอ

วัฒนธรรมน่าหลงใหล วิถีปกาเกอะญอ

สถานที่ หมุนเวียนจัดในอำเภอบ้านโฮ่ง  อำเภอลี้   อำเภอทุ่งหัวช้าง   และอำเภอแม่ทา   จังหวัดลำพูน จัดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม

PHOT0196.JPG
PHOT0196.JPG

งานฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่ากะเหรี่ยง  หรือ  สืบสานวัฒนธรรมวิถีปกากะญอ  จัดขึ้นเพื่อร่วมอนุรักษ์สืบสานประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าปกากะญอ  หรือเผ่ากะเหรี่ยงให้คงอยู่สืบไป  กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมี4 ประเภท  ได้แก่  กะเหรี่ยงสะกอ  กะเหรี่ยงโปร์  กะเหรี่ยงบเว  และกะเหรี่ยงปะโอ  อาศัยอยู่ใน 4 อำเภอ  คือ  อำเภอบ้านโฮ่ง  อำเภอลี้  อำเภอทุ่งหัวช้าง  และอำเภอแม่ทา   เป็นชนเผ่าที่บอกถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมานับร้อยนับพันเรื่องเรียงร้อยเก็บไว้ในแนวของนิทานอาจจะไม่ใช่หลักฐานที่แน่ชัด  แต่ก็พยายามที่จะเล่าสืบทอดให้ลูกหลานได้รู้ถึงความเป็นมาของเผ่าพันธุ์และวัฒนธรรมของตนเอง  แต่ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคแห่งโลกไร้พรมแดน  กระแสทางวัฒนธรรมคนพื้นเมืองได้แพร่หลายเข้ามายังชนเผ่ากะเหรี่ยง    ทำให้ชนเผ่ากะเหรี่ยงได้ซึมซับวัฒนธรรมต่างๆทำให้วิถีชีวิตของชนเผ่ากะเหรี่ยงเริ่มเปลี่ยนไป   ประเพณีการแต่งกายและวัฒนธรรมดั้งเดิมเริ่มสูญหาย  ภาษาพูดเริ่มเปลี่ยนไป  เด็กและเยาวชนเริ่มไม่รู้จักวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

ดังนั้น  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่ากะเหรี่ยงให้กับคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ต่อไปและรักษาวัฒนธรรม   ประเพณีอันทรงคุณค่าของชนเผ่ากะเหรี่ยงไว้มิให้สูญหาย   ทางจังหวัดลำพูน จัดงานฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่ากะเหรี่ยง   สืบสานวัฒนธรรมวิถีปกากะญอขึ้นเป็นประจำทุกปี   ภายในงานได้จัดซุ้มนิทรรศการวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าทางอดีตและปัจจุบัน   การแสดงวิถีชีวิตการ แต่งกาย  การทอผ้า  การทำอาหารและการเลือกซื้อสินค้า OTOP และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย

หากใครที่อยากจะสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของ วิถีปกากะญอ  เราแนะนำให้มาที่นี้เลย รับรอง เลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านช่วยรักษาขนบธรรมเนียม  อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติ สถานที่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของสถานที่นั้นๆกันด้วย  เพราะจะได้อยู่ ให้เราได้ไปเที่ยวเมื่อเหนื่อยล้าและพักผ่อนให้หายชื่นใจกันไปได้อีกนานๆ

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน ราคาก็ไม่ค่อยแพงมาก และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมซื้อของฝากของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพที่สุจริตและมีเพียงน้อยนิดมากๆในปัจจุบัน อ๋อ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วยนะคะ

 

 

 

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม ร่วมแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม ร่วมแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง

รถเช่าเชียงใหม่ ใส่ใจวัฒนธรรม จังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา ที่สืบสานวัฒนธรรมประเพณีกันมาหลายชั่วอายุคน บางประเพณีก็หายไปหรือลดไป บางประเพณีก็ยังคงสืบสานกันมาสู่ยุคสมัยนี้ แต่ก็หาชมหาร่วมกันได้ยากมาก ด้วยประสบการณ์ของทีมรถเช่าเชียงใหม่จึงได้ขุดคุ้ยสรรหากันมาฝากบรรดานักท่องเที่ยวจิตอนุรักษ์วัฒนธรรมกันโดยเฉพาะ ซึ่งนอกจากความสะดวกสบายที่รถเช่าเชียงใหม่จะมอบให้แล้ว ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับประเพณีสำคัญๆของจังหวัด ที่เป็นเอกลักษณ์หาชมที่ไหนไม่ได้อีกด้วย รับรองว่าไม่ผิดหวังกันแน่ๆ

รถเช่าเชียงใหม่

รถเช่าเชียงใหม่กำลังจะพาคุณเข้าสู่ดินแดนแห่งอารยะธรรมโบราณ เดินทางด้วยรถเช่าเชียงใหม่มุ่งสู่อำเภอจอมทองกัน เพื่อไปชมประเพณีแห่ไม้ค้ำโพธิ์จอมทอง ซึ่งที่นี่เป็นต้นตำรับจนกลายเป็นประเพณีแห่ไม้ค้ำให้เห็นกันทั่วไป คนพื้นเมืองเรียกประเพณีนี้ว่า “แห่ไม้ก๊ำสะหลี(ไม้ค้ำศรีมหาโพธิ์)” ก็คือการนำไม้มาค้ำที่ต้นโพธิ์ใหญ่อายุมาก ตามคำเล่าขานว่ากันว่าครูบาปุ๊ด หรือครูบาพุทธิมาวังโส เจ้าอาวาสวัดศรีจอมทอง ได้เกิดเหตุให้มีลมพายุพัดเอากิ่งสะหลีภายในวัดให้หักร่วงลงมา รุ่งเช้าจึงได้ให้ภิกษุ สามเณร และเด็กวัด ช่วยกันเก็บกวาดไปกองนอกวัด ในใจก็กริ่งกลัวกับนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดอันมากเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเลยในอดีต ตกกลางคืนครูบาปุ๊ดเข้าจำวัด เกิดนิมิตขึ้นว่ามีเทวดามาบอกว่าที่เกิดเหตุอาเพศเช่นนั้นเพราะ ครูบาปุ๊ดมิได้ตั้งใจศึกษาธรรมอย่างเคร่งครัด เมื่อได้ทราบดังนี้ ครูบาปุ๊ดก็หมั่นศึกษาปฏิบัติจนบรรลุธรรมได้ในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น จนเป็นเหตุให้มีชาวบ้านได้พบเห็นครูบาปุ๊ดไปบิณฑบาต ณ อำเภอแม่แจ่มซึ่งห่างไกลจากจอมทองมาก แล้วจึงเล่าสืบกันต่อๆไปจนเป็นอันรู้กันว่าครูบาปุ๊ดมีบุญบารมีสูงมาก เมื่อใกล้วันเข้าพรรษาครูบาปุ๊ดจึงไว้วางกุศโลบายไว้ว่าพอเข้าพรรษาชาวบ้านมาฟังธรรมจะเล่าให้ฟังถึงเรื่องไม้สะหลีหักโค่น ที่ประชุมของชาวบ้านจึงมีมติให้ช่วยกันค้ำต้นสะหลีไว้ด้วยไม้ง่ามใหญ่ และกำหนดให้มีประเพณีการทำบุญแห่ไม้ค้ำโพธิ์กันในเดือน 7 หรือเดือนเมษายนปีถัดไปและยึดถือปฏิบัติกันตั้งแต่ พ.ศ.2315 เป็นต้นมา

โดยกำหนดให้ถือเอาวันที่ 15 เมษายนของทุกปีเป็นวันทำบุญแห่ไม้ค้ำสะหลี เป็นอันรู้กันว่าชาวจอมทองไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม เมื่อถึงวันนี้ทุกคนก็จะกลับบ้านมารดน้ำดำหัวพ่อแม่บุพการีและญาติผู้ใหญ่และก็ยังคงเป็นประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ อานิสงค์จากกุศโลบายนี้ของครูบาปุ๊ดก็คือ เป็นการช่วยค้ำไม้สะหลีไม่ให้หักโค่นลงมา เป็นการสืบชะตาวัดชาวบ้านก็ร่มเย็นเป็นสุขดุจต้นโพธิ์คุ้มบ้าน เป็นการพยุงค้ำจุนศาสนาให้สืบทอดได้ยาวนานจากแรงศรัทธา และส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวได้เห็นถึงความสำคัญของความกตัญญู และการแสดงออกที่เหมาะสมต่อผู้อาวุโสอีกด้วย

ถือได้ว่าคุ้มค่ามากในการเดินทางด้วย รถเช่าเชียงใหม่ จนได้มาพบและฟังเรื่องราวของประเพณีดีๆที่หาได้ยากมาก และในบรรยากาศวันงานนั้นชาวอำเภอจอมทองต่างกลับมารื่นเริงกันที่หมู่บ้านของตนดูคึกคักสนุกสนานเป็นอันมาก

สืบสาน งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ

สืบสาน งานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ae

สถานที่ ณ วัดพระธาตุช่อแฮ   หมู่ที่ 11 ถนนช่อแฮ   ตำบลช่อแฮ  อำเภอ เมือง จังหวัดแพร่

ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำเดือน 6 (เดือน 4 ใต้) – วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 รวม 5วัน 5 คืน

อีกหนึ่งประเพณีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดแพร่ อีกประเพณีหนึ่งนั่นคือ ประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮ  ที่เป็นประเพณีแสดงให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาด้วยจิตใจอันดีงามและความสามัคคีของชาวแพร่ การนมัสการพระธาตุช่อแฮเป็นความเชื่อที่ถือปฏิบัติสืบกันมาว่าการได้กราบไหว้บูชาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะเป็นสิริมงคลแก่ตัวทำให้มีความสุขความเจริญ

พระธาตุช่อแฮเป็นปูชนียสถานที่มีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งของจังหวัดแพร่   ตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ปรากฏอยู่ในตำนานมีงานนมัสการเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่โบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ซึ่งช่วงจัดงานจะอยู่ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 14 ค่ำ  และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดขึ้นไปนมัสการพระธาตุทั้งกลางวันและกลางคืน  มีการทำบุญซื้อดอกไม้ธูปเทียนไหว้พระองค์ไหว้องค์พระธาตุและไหว้พระเจ้าทันใจ  เสี่ยงเซียมซี  ในวันในรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ  ตรงกับวันมาฆบูชา  ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน   ต่างร่วมใจกันนำอาหารไปทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์บริเวณลานพระธาตุ   ช่วงสายๆกลุ่มผู้คนที่มาทำบุญตักบาตร บางส่วนอาจเดินทางไปที่พระธาตุดอยเส็ง   เพื่อไปกราบไหว้บูชาพระธาตุและชมวิวทิวทัศน์เมืองแพร่  ตอนกลางคืนประชาชนจะไปร่วมกันเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุและวิหารในระหว่างการจัดงานจะมีมหรสพสมโภชทุกคืน

หากใครที่อยากจะสัมผัสกับประเพณีอันดีงามเหล่านี้ เราแนะนำให้มาที่นี้เลย รับรองเลยว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขอความกรุณาทุกท่านปฏิบัติเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี อย่าส่งเสียงเอะอะ โวยวายระหว่างทำพิธี  อะไรที่เป็นข้อห้าม กฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามก็อย่าไปละเมิด เพราะนั้นเท่ากับว่าคุณกำลังไม่ให้เกียรติสถานที่ และประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานเหล่านี้อยู่  ยังไงก็ช่วยๆกันอนุรักษ์และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามแห่ง เพราะจะได้อยู่กับเราไปนานๆและยังเป็นมรดกตกทอดให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานให้พวกเค้าตระหนักและให้ความสำคัญกับประเพณีอันทรงคุณค่า

หันมาเที่ยวไทย จับจ่ายใช้สอย รับรองว่าในประเทศไทยยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมากที่คุณยังไม่ได้ไปสัมผัส รับรองเลยว่าสวยงามตระการตาไม่แพ้ต่างประเทศแน่นอน ราคาก็ไม่ค่อยแพงมาก และที่สำคัญเมื่อไปแล้วก็อย่าลืมถ่ายรูปกลับมาอวดคนรอบข้างกันด้วย บทความหน้าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่าลิมติดตามชมกันนะคะ

 

 

องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

องค์ประกอบอะไรบ้างที่ต้องมีในพิธีบายศรีสู่ขวัญต้องมี?

        ในพิธีกรรมสู่ขวัญนั้นก็มักจะมีการผูกแขนหรือการผูกข้อมืออยู่ด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วพ่อพราหมณ์ก็มักจะนำด้ายผูกแขนหรือด้ายผูกข้อมือนี้หลักจากเสร็จสิ้นการสูตรขวัญกันเสร็จแล้ว ทั่วไปก็มักนิยมผูกด้ายให้แก่ข้อมือหรือแขนข้างซ้าย เพราะถือว่าเป็นแขนข้างที่ไม่ถนัด เป็นแขนที่จะทำงานไม่ค่อยได้ดีนัก จึงมักต้องผูกขวัญไว้ที่แขวข้างซ้ายแทนที่จะเป็นแขนข้างขวานั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามข้อนี้อาจจะไม่เป็นจริงก็ได้ในกรณีที่เจ้าของขวัญเกิดถนัดซ้าย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับพ่อพราหมณ์ที่จะผูกด้ายเหล่านี้ให้เราแล้ว

เชื่อกันว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้เป็นของดี คนโบราณจึงถือเอาไว้ ไม่นำไปทิ้งทันทีหลังจบพิธี ควรเก็บไว้กับข้อมือของเจ้าของขวัญเองอย่างน้อย 3 วัน แล้วจึงถึงนำไปถอดทิ้งได้ แต่ควรจะเก็บรักษาไว้เสียจะดีกว่า แล้วก็ยังมีคำแนะนำอีกว่าด้ายที่ผูกข้อมือเหล่านี้ถือเป็นด้ายที่รวมความบริสุทธิ์ไว้ จึงไม่ควรที่จะใจร้ายใจดำทิ้งด้ายเหล่านี้ลงไปในที่สกปรกนัก และยังมีความเชื่อกันอีกว่าด้ายผูกข้อมือนั้นมีความศักดิ์สิทธ์ช่วยปกปักรักษาคุ้มครองเจ้าของขวัญให้ปลอดภัยได้เสมอ

โดยองค์ประกอบที่ผู้ที่ทำการผูกด้ายผูกข้อมือควรจะมีนั้นจะประกอบไปด้วยองค์ 4 ดังนี้

  1. ผู้ผูกด้ายผูกข้อมือ หรือพราหมณ์
  2. ผู้รับผูกด้ายผูกข้อมือ หรือเจ้าของขวัญ
  3. ผู้ที่เกี่ยวข้องในพิธีบายศรีสู่ขวัญนี้ เช่นญาติ และเพื่อนพ้อง
  4. คำกล่าวในขณะที่ผูกด้ายผูกข้อมือ

องค์ประกอบทั้ง 4 ประการเหล่านี้จะทำให้พิธีการผูกด้ายผูกข้อมือนี้เสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี เพราะมีองค์ประกอบที่สำคัญครบถ้วนทุกประการ โดยคำกล่าวที่นำไว้กล่าวขณะผูกได้ข้อมือควรเป็นคำกล่าวที่มีความหมาย ไพเราะ สุภาพ เป็นมงคล มีความหมายไปในทางที่ดีงาม หากจะมีการว่ากล่าวหรือตักเตือนอันใดก็ควรเว้นในช่วงพิธีนี้กันก่อนค่อยไปพูดคุยกันหลังพิธีนี้จบก็ย่อมได้

        การผูกด้ายผูกข้อมือเหล่านี้เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีงามให้แก่ผู้ที่ได้รับการผูกเอง เพราะเป็นความเชื่อที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนานว่าการได้รับการผูกด้ายข้อมือในพิธีบายศรีสู่ขวัญนั้นจะเป็นการนำแต่สิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิตของคนเรา ช่วยขจัดและปัดเป่าสิ่งไม่ดีและสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ไม่ให้มาเข้าใกล้กับเจ้าของด้ายผูกข้อมือนี้ เห็นได้ชัดว่า ความเชื่อ มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ประเพณีและการใช้ชีวิตของคนเราอย่างมากมายเลยทีเดียว

ผู้ที่สามารถทำการบายศรีสู่ขวัญได้

โบราณนั้นเชื่อกันว่าผู้ที่ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้จะต้องเป็นผู้ที่เป็นปราชญ์ที่มีความรู้ หรือเป็นคนที่ได้รับความเคารพมากมาย โดยเชื่อกันว่าผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญที่ดีจะนำพาสิ่งดี ๆ มาให้ตัวเจ้าของขวัญเองด้วย โดยพิธีบายศรีสู่ขวัญจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อผู้ที่ทำพิธีเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดี โดยโบราณถือกันว่า บุคคล 3 กลุ่มที่จสามารถเป็นผู้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญได้ มีดังนี้

  1. พราหมณ์ พิธีนี้ของพราหมณ์นั้นจะไม่ได้เรียกกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญ แต่จะมีชื่อเรียกว่า บายศรีสมโภชน์ โดยในพิธีสู่ขวัญที่ทำกันในพิธีของพราหมณ์นั้นจะไม่มีการสวดบทสวดหรือร้องบทบายศรีกัน แต่จะเป็นการอ่าน โองการพระเวทย์ แทน เมื่อเสร็จสิ้นการอ่านโองการพระเวทย์แล้วจะเป็นการออกแว่นเทียนกันเลย อย่างพิธีการที่จะใช้พิธีการสู่ขวัญที่ใช้ผู้ทำพิธีคือพราหมณ์นี้หรือที่เรียกว่าบายศรีสมโภชน์ ก็ยกตัวอย่าง เช่น พิธีการในการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระแก้วมรกต ของที่ใช้ในพิธีก็จะไม่เหมือนกัน โดยของที่ใช้ในพิธีของพราหมณ์นั้น จะมีบายศรีเงิน บายศรีทอง และบายศรีแก้ว ไม่มีบายศรีใดในทั้งสามบายศรีเหล่านี้ใช้ใบตองในการทำ แต่จะมีการใช้พานนั้นมาซ้อนกันเป็นสำรับ และตรงส่วนยอดของบายศรีนั้นจะเป็นพุ่ม กล่าวกันว่าในบายศรีทั้งสามนั้นคล้ายคลึงกันเลย เพียงแต่ต่างกันตรงที่ของมงคลที่ใส่ลงไปในพานบายศรีเหล่านั้น มีบายศรีหลักเป็นบายศรีทองกวาว(หรืออาจจะถูกเรียกว่า บายศรีทองรอง หรือบายศรีรองกวาว)
  2. โหรา หรือก็คือโหราจารย์นั่นเอง โหราจารย์ก็คือบุคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านดาราศาสตร์เป็นอย่างดี เป็นบุคคลที่สามารถออกฤกษ์ที่เหมาะสมสำหรับการจัดพิธีต่าง ๆ ได้ สามารถดูดวงได้ทั้งของคน และทั้งของบ้านเมืองด้วย เมื่อทำพิธี โหราจารย์ก็จะทำการอ่านโองการ เรียกหน้าพาทย์สลับร้อง
  3. หมอขวัญ โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านมักจะให้หมอขวัญเป็นคนที่เข้ามาทำพิธีสู่ขวัญต่าง ๆ การทำพิธีโดยหมอขวัญส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียกชุมนุมของเหล่าเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธต่าง ๆ โดยจะมีบทสวดอยู่ประมาณ 2-3 บท ส่วนใหย่จะเป็นการร้องแหล่เสียมากกว่า ไม่มีหน้าพาทย์สลับร้องหรือการอ่านโองการเหมือนกับสองข้อในด้านบน

        สำหรับใครก็ตามที่ต้องการผู้ทำบายศรีในพิธีกรรมควรไปติดต่อกับท่านเหล่านนั้นกันก่อนเพื่อการขอฤกษ์ขอชัยในการทำพิธี ด้วยที่ในปัจจุบันนั้นผู้ทำพิธีเหล่านี้เองก็ไม่ได้ทีเยอะมากนักแต่ความต้องการในการทำพิธีก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นจึงควรติดต่อท่านที่จะให้ทำพิธีกันก่อนด้วย

ความหมายที่ลึกซึ้งในตัวบายศรี

รู้หรือไม่ว่าตัวบายศรีนั้นทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในการจัดพานบายศรีนั้นประดับลงไปโดยมความหมายที่ลึกซึ้งอยู่ด้วย ไม่ได้ติดไว้เฉย ๆ หรือเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยพานบายศรีเองนั้นจะมีส่วนประกอบหลัก ๆ คือ ใบตองและข้าว นอกจากนี้ก็ยังมีเทียนชัย ดอกบัว น้ำมะพร้าวอ่อน เทียน 9 เล่ม แว่นเทียน 3 อัน ด้ายสายสิญจน์

บายศรีนั้นมีอยู่หลายชนิด และมีบางชนิดที่มีหลายชนิด แต่ในบายศรีที่มี 3 ชั้นนั้นก็จะมีความหมายแฝงอยู่ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ต้องมีการยึดมั่นในคุณธรรม 3 ประการ ดังนี้ คือ การประพฤติชอบทั้งกาย วาจา และใจ หรือกล่าวได้ว่า กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริตตามลำดับที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นเอง เมื่อคนในสังคมเพรียบพร้อมด้วยคุณธรม 3 ประการ สังคมก็จะมีความน่าอยู่นั่นเอง

ส่วนประกอบสำคัญในพานบายศรีต่าง ๆ ก็ให้ความหมายได้ลึกซึ้งดังนี้

  1. เทียนชัย หมายถึง แสงสว่างทางปัญญา การมีความรู้ การมีปัญญาเปรียเสมือนกับมีไฟนำทางตามทางเดินของชีวิตให้ถูกต้อง
  2. ดอกบัว หมายถึง บัวเหล่าที่ 4 ที่เบ่งบาน หลุดพ้นมาแล้ว พร้อมสำการรับแสงอรุนในวันใหม่อย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน
  3. แว่นเทียน ที่แว่นเทียนต้องใช้ทั้งหมด 3 อัน ก้เพื่อจะสื่อถึงความหมายถึงภพทั้ง 3 ภพ ได้แก่ กายภพ รูปภพและอรูปภพ นั่นเอง
  4. เทียน ที่เทียนนั้นมีทั้งหมด 9 เล่ม ก็จะมีการแบ่งเทียนนั้นออกเป็น 3 กลุ่ม หรือ 3 กอง โดยเป็นเทียนสามเล่มที่ผูกติดกับแว่นเทียน เพื่อสื่อถึงไฟทั้ง 3 คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ซึ่งเป็นการที่สื่อความหมายให้เห็นว่า ราคะ โทสะและโมหะเหล่านี้ล้วนคือไฟ ที่จะเผาไหม้ตัวเราเองหากไม่รู้จักการยับยั้งและควบคุม มันสามารถที่จะเผาไหม้ชีวิตเราให้วอดวายได้ทุกเมื่อ
  5. ด้ายสายสิญจน์ เป็นการสื่อความหมายถึงการมีห่วงแห่งความผูกพันธ์ที่จะติดตัวเราอยู่ตลอดเวลา

คำสอนและความหมายทั้งหลายก็ยังคงใช้ได้จนถึงในยุคปัจจุบัน และจะยังคงเป็นจริงตลอดไป นับว่าคนไทยในสมัยโบราณนั้นมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง แฝงความหมายที่ลึกซึ้งมากในการใช้ชีวิตที่ตัวบายศรีเอง ต้องชื่นชมมาก ๆ ในตัวบรรพบุรุษของเราที่มีความคิด สติปัญญาดีที่สามารถมองปัญหาคำสอนทุกอย่างได้อย่าทะลุปรุโปร่ง จนสามารถนำมาเป็นคำสอนและวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่ชนรุ่นหลังอย่างเราให้ได้รับไปสืบทอดให้ความงดงามและความหมายของประเพณีเหล่านี้ให้ได้สืบทอดกันต่อไปให้ชนรุ่นหลังรุ่นอื่น ๆ ได้รับรู้กันอีกนานและจะนานตลอดไป